- แอร์ไม่เย็น มีน้ำหยด เสียงดังผิดปกติ แอร์ตัดบ่อย หรือมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ไม่ใช่เรื่องปกติ แต่เป็นสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาเรียกช่างแอร์
- เช็กแอร์เบื้องต้นด้วยตนเองก่อนเรียกช่างง่าย ๆ เพียง เช็กโหมดการทำงานบนรีโมทแอร์ Filter กรองฝุ่น และ Error Code
- หมดกังวลปัญหาแอร์ด้วยบริการหลังการขาย Carrier Care จากแคเรียร์ แจ้งซ่อมหรือปรึกษาปัญหาแอร์ ผ่านระบบคอลเซ็นเตอร์ ผ่านเว็บไซต์ หรือผ่าน LINE : @carriercare
ปัญหาแอร์ อาจไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างที่คิด
เชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจรู้สึกเคยชินกับเสียงแอร์ที่ดังขึ้นเล็กน้อย กลิ่นอับ หรือเรื่องความเย็นที่ไม่ฉ่ำเท่าตอนติดแอร์แรก ๆ จนมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่จริง ๆ แล้วอาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องเล็ก ๆ เพราะสามารถเกิดจากปัญหาภายในตัวเครื่องได้ด้วย บทความนี้แคเรียร์จะพามาไขข้อสงสัยว่าปัญหาแอร์แบบไหนที่ไม่ควรปล่อยไว้นาน และควรเรียกช่างแอร์มาช่วยดูแลอย่างตรงจุด ก่อนจะเป็นปัญหาบานปลาย

5 สัญญาณ ถึงเวลาเรียกช่างแอร์
เพราะบางปัญหาแอร์ที่หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องเล็กจริง ๆ แล้วอาจไม่ใช่เรื่องเล็กที่แค่ทำให้เรารำคาญอย่างที่คิด แต่หากปล่อยไว้นาน ๆ อาจส่งผลเสียถึงขั้นทำให้แอร์พังได้เลยทีเดียว โดยสัญญาณปัญหาแอร์ที่ไม่ควรมองข้ามและจำเป็นต้องเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญมาดูแล มี 5 ข้อ ได้แก่
- แอร์ไม่เย็น หรือมีแต่ลมออกมา ปัญหาที่หลายบ้านต้องเคยเจอ และมักแก้ปัญหาด้วยการปรับลดอุณหภูมิแอร์ให้ต่ำลง จริง ๆ แล้วอาจเกิดจากการรั่วซึมของน้ำยาแอร์ หรือคอมเพรสเซอร์มีปัญหา
- แอร์มีน้ำหยด มักเกิดในแอร์ที่ไม่ได้ล้างทำความสะอาด ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการที่ถาดน้ำทิ้งหรือท่อน้ำทิ้งอุดตัน เพราะมีเมือก และฝุ่นสะสมอยู่มาก หรืออาจมาจากถาดน้ำทิ้งแตกหรือรั่ว
- แอร์เสียงดังผิดปกติ โดยมีเสียงดังเป็นพัก ๆ อาจเกิดจากการที่อุปกรณ์ภายในเสื่อมสภาพ เช่น น็อตยึดหลวม หรือใบพัดแตกหัก
- แอร์ตัดบ่อย เป็นอาการที่คอมเพรสเซอร์แอร์หยุดทำงานเร็วและมีความถี่ผิดปกติ เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เซ็นเซอร์จับอุณหภูมิเสื่อมสภาพ อุปกรณ์ภายในตัวเครื่องบางส่วนเสื่อมสภาพ หรือขนาด BTU แอร์อาจไม่เหมาะสมกับขนาดห้อง
- แอร์มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ หรือกลิ่นเหม็นอับ เกิดจากความชื้นสะสมภายในแผงคอยล์เย็นและถาดน้ำทิ้ง ทำให้เกิดเชื้อรา ฝุ่นละอองอุดตัน และอาจเป็นเพราะมีสัตว์เล็กอย่างมด แมลงต่าง ๆ หรือจิ้งจกเข้าไปติดอยู่ ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นได้
ชวนเช็ก 3 จุดเบื้องต้นก่อนเรียกช่างแอร์
ก่อนทำการเรียกช่างแอร์เข้ามาตรวจสอบ ผู้ใช้งานสามารถเช็กและดูแลแอร์เบื้องต้นด้วยตัวเองได้ง่าย ๆ จาก 3 จุด ดังนี้
- โหมดการทำงานบนรีโมทแอร์ โดยทำการเช็กว่าแอร์กำลังทำงานในโหมดใด เพราะแอร์แต่ละโหมดจะทำงานแตกต่างกัน เช่น โหมด Dry จะช่วยลดความชื้นภายในห้อง หรือโหมด Fan จะมีเพียงลมออกมาจากตัวเครื่อง เหมือนพัดลม ซึ่งถ้าต้องการให้แอร์ทำความเย็น ต้องปรับให้เป็นโหมด Cool เท่านั้น
- Filter กรองฝุ่น เป็นจุดที่อาจมีฝุ่นสะสมหนา ทำให้แอร์เย็นน้อยลง เบื้องต้นผู้ใช้งานสามารถถอด Filter กรองฝุ่นแอร์ออกมาล้างได้ หรือทำการเรียกช่างมาล้างแอร์ทุก ๆ 6 เดือน หากแอร์ยังไม่เย็นขึ้น หรือยังเกิดความผิดปกติอยู่ ควรเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแลให้ตรงจุด
- เช็ก Error Code หรือรหัสแจ้งเตือนความผิดปกติของแอร์ ที่จะคอยบอกตำแหน่งชิ้นส่วนของแอร์ที่ชำรุดเสียหาย เช่น แผงวงจร (PCB) เซ็นเซอร์ มอเตอร์พัดลม หรือระบบน้ำยาแอร์ ทำให้แก้ไขปัญหาได้ตรงจุด ซึ่งสามารถเช็กได้ผ่าน แอปพลิเคชัน Carrier In The Air หรือรีโมทแอร์
หากทำการเช็กครบทั้ง 3 จุดนี้แล้ว ปัญหาแอร์ที่เกิดขึ้นยังไม่หาย ควรเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญมาช่วยตรวจสอบและดูแลแอร์ ผ่านบริการหลังการขาย Carrier Care จากแคเรียร์
Carrier Care บริการจากแคเรียร์ที่พร้อมดูแลแอร์อย่างตรงจุด
สามารถติดต่อได้ง่าย ๆ ด้วยตนเอง ผ่าน 3 ช่องทาง
- Call Center ที่ หมายเลข 1454 ทุกวันจันทร์-เสาร์ ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ถึง 17.30 น.
- เว็บไซต์ Support Carrier Thailand สามารถแจ้งซ่อมได้ทุกที่ ทุกเวลา
- LINE Official : @carriercare เพื่อปรึกษา แจ้งซ่อม ตรวจสอบสถานะการซ่อม หรือสอบถามข้อมูลอื่น ๆ
เพราะในเมืองร้อนอย่างประเทศเรา “แอร์” คือหนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องใช้งานเป็นประจำทุกวัน ผู้ใช้งานจึงควรหมั่นเช็กความผิดปกติและดูแลรักษาแอร์อย่างถูกวิธี เพื่อยืดระยะการใช้งานแอร์ให้ยาวขึ้น ลดการเกิดปัญหาในอนาคต และความสิ้นเปลืองจากการซ่อมแซมแอร์บ่อย ๆ ได้
และไม่ว่าจะเกิดปัญหาแอร์ไม่เย็น น้ำหยด หรือเสียงดังผิดปกติ ให้แคเรียร์ช่วยดูแลคุณด้วยบริการหลังการขาย Carrier Care ที่พร้อมแก้ปัญหาเรื่องแอร์ให้คุณได้อย่างตรงจุดโดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ ผ่าน 3 ช่องทาง Call Center หมายเลข 1454, เว็บไซต์ Support Carrier Thailand และ LINE: @carriercare ช่วยให้คุณหมดกังวลปัญหาจุกจิกจากแอร์ สบายใจเรื่องแอร์ได้มากกว่าที่เคย



